ต้องให้โอกาส!แกรี่สวนกระแสชี้เชลซีไม่ควรปลดเมาริซิโอ ซาร์รี่

 ต้องให้โอกาส

 ต้องให้โอกาส แกรี่ เนวิลล์ อดีตยอดดาวเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้ผันตัวไปเป็นนักวิเคราะห์ 

 ต้องให้โอกาส เชลซี ควรจะให้โอกาส เมาริซิโอ ซาร์รี่ ได้ทำงานเป็นกุนซือของทีมต่อไป ชี้ ที่ผ่านมา "สิงโตน้ำเงินคราม" แสดงท่าทีว่าอยากให้ทีมเปลี่ยนสไตล์การเล่น ซึ่งนั่นก็ทำให้ ซาร์รี่ จำเป็นต้องใช้เวลาปรับทีมให้เข้าที่สักหน่อย
 แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า เชลซี ยังไม่ควรปลด เมาริซิโอ ซาร์รี่ ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมของพวกเขา ถึงแม้ "สิงโตน้ำเงินคราม" จะเพิ่งออกไปแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-6 ถึงสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม ในเกมลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาก็ตาม
 เดิมทีอนาคตของ ซาร์รี่ ก็ไม่มั่นคงพอตัวอยู่แล้ว หลังจากที่พักหลังเขาพาทีมทำผลงานได้น่าผิดหวัง ทั้งที่ตอนแรกๆ เชลซี เล่นได้ดีจนถึงขั้นถูกยกให้มีลุ้นแชมป์ และความปราชัยแบบย่อยยับในนัดล่าสุดก็ทำให้เริ่มมีการมองแล้วว่าอดีตนายใหญ่ นาโปลี อาจจะต้องตกงานในเร็ววันนี้
 ต้องให้โอกาส
เนวิลล์ คนพี่ ซึ่งปัจจุบันเป็นกูรูให้ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชื่อดังของอังกฤษ เผยว่า "นี่คือสโมสรประเภทที่คุณจะไม่แปลกใจเลยถ้าคุณตื่นขึ้นมาแล้วเจอข่าวว่า เชลซี เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ การโดนไล่ออกหลังทำงานไปเพียง 6 เดือนมันถือเป็นเรื่องที่บ้าบอมากๆ แต่ปัจจุบันฟุตบอลมันเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว"
"ถ้ากลุ่มเจ้าของสโมสรอยากได้คุณภาพการเล่นที่ดีขึ้นจริงๆ แล้วล่ะก็ พวกเขาก็ต้องทนรับความยากลำบากในช่วงของการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมายอมแพ้ เราจะมาดูกันว่าในช่วง 24 หรือ 48 ชั่วโมงต่อจากนี้ เชลซี จะมีความเชื่อมั่นว่าพวกเขาอยากทำให้มันสำเร็จจริงๆ รึเปล่า"
"ในอดีตพวกเขาเคยทำการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง พวกเขาจะใช้ ซาร์รี่ ต่อไปรึเปล่า ? พวกเขาจริงจังแค่ไหนที่อยากจะเปลี่ยนสไตล์การเล่นของสโมสร ? ถ้าตอนเริ่มฤดูกาลคุณบอกว่า เชลซี จะอยู่ในกลุ่มลุ้นท็อปโฟร์, ยังอยู่ในรายการ เอฟเอ คัพ, ยังได้เล่นเกมระดับทวีปยุโรป และได้เข้าถึงนัดชิงชนะเลิศของศึก คาราบาว คัพ ด้วยแล้วเนี่ย คุณก็คงไม่คิดหรอกว่าผู้จัดการทีมจะต้องตกงานเพราะผลงานแบบนี้ (หมายถึงคุมทีมได้ดีจนไม่ควรโดนปลด)"
"อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาในตอนนี้คือเสียงจากคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ เชลซี ในช่วง 6 หรือ 7 สัปดาห์หลังสุด รวมถึงคำให้สัมภาษณ์ของ ซาร์รี่ เองด้วย คุณจะเอาปัจจัยเหล่านั้นไปคูณกับเลข 10 เพื่อให้มันรุนแรงขึ้นก็ได้ เพราะเราได้รู้แค่เรื่องที่เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของมันเท่านั้น ดังนั้นคุณสามารถจินตนาการได้เลยว่าภายในมันคงมีสถานการณ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่"
"พวกเขาไม่เคยทำอย่างนี้ (ใช้งานผู้จัดการทีมคนไหนเป็นเวลานาน) แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการที่พวกเขาจริงจังที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่นมากแค่ไหน ถ้าพวกเขาจริงจังกับเรื่องนั้น พวกเขาก็ต้องใช้ผู้จัดการทีมคนเดิมต่อไป และไม่กลับไปทำสิ่งที่เคยทำเมื่อก่อนหน้านี้ (หมายถึงการปลดกุนซือบ่อยๆ) คุณพูดกันว่า โรมัน อบราโมวิช ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์การทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งก็คือการได้ครองบอล 75-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ เชลซี ไม่เคยมีสไตล์การเล่นแบบนั้นเลย" แกรี่ ร่ายยาว

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamsport.co.th

 …

No Comments

สำคัญกับทีมมาก! ทำไม แมนยู ถึงควรต่อสัญญา เอร์เรร่า

  สำคัญกับทีมมาก เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดเจอกับ เบิร์นลี่ย์ เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา

  สำคัญกับทีมมาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชั่วคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจพัก อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสแปนิช หลังจากที่เขากรำศึกหนักให้ทีมมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ โซลชา ใส่ชื่อ เอร์เรร่า เป็นตัวสำรอง ส่วนตำแหน่งของเขาเป็น อันเดรียส เปเรยร่า ที่ได้ลงเล่นแทน
  อย่างไรก็ตาม เปเรยร่า ยังเป็นเพียงแข้งดาวรุ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาไม่สามารถทำความเข้าใจกับรูปเกมของทีมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่อให้เจ้าตัวจะซ้อมได้ดีตามที่ โซลชา ให้สัมภาษณ์ แต่เขาก็เทียบไม่ได้กับผลงานที่ เอร์เรร่า เคยทำเอาไว้ในช่วงหลายเกมก่อนหน้านี้
 การที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดท่าทำได้เพียงเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ 2-2 คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ เอร์เรร่า เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ อดีตแข้ง แอธเลติก บิลเบา จะหมดสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว 
และจนถึงตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็ยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้สักที ทั้งที่จริงๆ แล้ว "ปีศาจแดง" ควรจะจับแข้งวัย 29 ปีต่อสัญญาโดยด่วน

  สำคัญกับทีมมาก 
ถ้าการชวด 3 แต้มเมื่อวันอังคารที่ผ่านมายังไม่เป็นหลักฐานดีพอที่จะสื่อว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ควรต่อสัญญากับ เอร์เรร่า แล้วล่ะก็ เราก็ขอนำเสนอคุณสมบัติที่โดดเด่นของ เอร์เรร่า ดังต่อไปนี้ ที่สามารถบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านี่คือนักเตะที่ยอดทีมแห่งถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ควรปล่อยออกไปด้วยประการทั้งปวง
- การเข้าสกัดที่ยอดเยี่ยม
การเข้ามาของ เนมานย่า มาติช เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน ส่งผลกระทบกับโอกาสการลงสนามของ เอร์เรร่า อย่างมาก 
นับตั้งแต่ที่ดาวเตะเลือดเซิร์บย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือ "ปีศาจแดง" ก็มักจะมองข้าม เอร์เรร่า อยู่บ่อยๆ จนทำให้ฤดูกาลที่แล้วเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกไปแค่ 13 นัด

  สำคัญกับทีมมาก 
 ถือได้ว่านั่นเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ มูรินโญ่ เพราะที่จริงแล้ว เอร์เรร่า สามารถลงเล่นร่วมกับ มาติช และทำผลงานที่ยอดเยี่ยมให้ทีมได้ โซลชา เองก็รู้ถึงเรื่องนั้นเป็นอย่างดี จนถึงขั้นส่ง เอร์เรร่า ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกถึง 5 นัดก่อนหน้านี้

  สำคัญกับทีมมาก 
  ถึงแม้ว่า มาติช จะขึ้นชื่อว่าเป็น "กองกลางตัวรับ" แต่ที่จริงแล้ว เอร์เรร่า ก็เข้าสกัดได้ดีกว่า มาติช ด้วยซ้ำ เพราะฤดูกาลนี้เขาลงเล่นในลีกไปแล้ว 15 นัด และมีค่าเฉลี่ยการเข้าสกัดสำเร็จถึง 2.5 ครั้งต่อเกม จากการพยายามเข้าสกัดทั้งหมด 3.9 หนต่อนัด ขณะที่ มาติช เข้าสกัดสำเร็จไปเพียง 1.8 หนต่อเกม จากการพยายามเข้าสกัดทั้งหมด 2.7 ครั้งต่อนัด
   การเข้าสกัดที่แม่นยำของ เอร์เรร่า ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถตัดเกมได้ในจุดที่ดี จนส่งผลให้เกมบุกเล่นได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย
- ตัดบอลได้ดี
 เป็นอีกครั้งที่ เอร์เรร่า ทำผลงานได้ดีกว่า มาติช เขามีค่าเฉลี่ยการตัดบอลอยู่ที่ 2.1 ครั้งต่อเกม ขณะที่ดาวเตะเลือดเซิร์บตัดบอลสำเร็จไป 1.2 หนต่อนัด โดยที่จริง เอร์เรร่า ลงเล่นน้อยกว่า มาติช ด้วยซ้ำ แต่ยังทำผลงานได้ดีกว่าอีกฝ่ายซะอีก

  สำคัญกับทีมมาก 
    ทั้งนี้ "การตัดบอล" มันไม่ได้นับแค่การพุ่งเข้าสกัดอย่างเดียว แต่รวมถึงการดักทางแย่งบอลที่คู่แข่งพยายามจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมได้ด้วย ซึ่งในวงการฟุตบอลนั้น มันเป็นเรื่องยากพอตัวที่จะหาคนตัดบอลเก่งๆ แบบนี้ได้
    - ครองบอลได้เหนียวแน่น
 การเป็นกองกลางที่ดีมันก็ต้องไม่เสียบอลง่ายๆ ด้วย เพราะถ้าคุณทำให้ทีมเสียบอลตั้งแต่กลางสนามแล้วล่ะก็ คู่แข่งก็มีโอกาสสูงที่จะทำประตูได้ เพราะพวกเขาจะได้บุกในตำแหน่งที่ดีสุดๆ

 ในขณะที่ ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช ต่างก็ครองบอลได้ไม่เหนียวแน่นอนเท่าไหร่ จากการที่พวกเขาเสียบอลไปเฉลี่ยแล้ว 2.7 ครั้งต่อเกม และ 1.5 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ 
No Comments