กุนซือลิเวอร์พูลเผยสาเหตุเล่นพลาด เพราะอากาศหนาวเย็นเกินไป พร้อมกล่าวว่าการชนะได้ทั้งที่เหลือแค่ 10 คนมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

กุนซือลิเวอร์พูลเผยสาเหตุเล่นพลาด

กุนซือลิเวอร์พูลเผยสาเหตุเล่นพลาด พร้อมกล่าวว่าการชนะได้ทั้งที่เหลือแค่ 10 คน

กุนซือลิเวอร์พูลเผยสาเหตุเล่นพลาด เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล กล่าวว่าอากาศที่หนาวเกินไปมีส่วนทำให้ อาเดรียน ผู้รักษาประตูของทีมเล่นได้ไม่ดีในบางจังหวะ ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ “หงส์แดง” เปิดรัง แอนฟิลด์ เอาชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

เกมนี้ อาเดรียน ถูกเปลี่ยนลงสนามในนาทีที่ 76 หลังจาก อลีสซง โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ซึ่งพอลงมาเขาก็เสียประตูทันที ในตอนที่ ลูอิส ดังค์ แข้งของทีมเยือนฉวยโอกาสเล่นลูกฟรีคิกเร็วในตอนที่ อาเดรียน กำลังสั่งจัดำแพงอยู่ แถมมันยังมีชอตที่เขาเตะบอลได้ไม่ดีเท่าไหร่ด้วย

คล็อปป์ เผยว่า “เราเปลี่ยนผู้รักษาที่ประตูที่หนาวจนตัวแข็งลงไปเล่น ลองนึกภาพเวลาที่คุณต้องลงเล่นในสภาพที่ใส่กางเกงขาสั้น, ใส่เสื้อบางๆ และสวมถุงมือที่ไม่ได้ช่วยทำให้คุณรู้สึกอุ่นดูสิ บางคนจะเสียประตูจากลูกฟรีคิกแบบนั้น มันทำให้คุณดูงี่เง่านิดหน่อย แต่คุณก็ต้องยอมรับมัน”

“อาเดรียน ช่วยเราได้มากเป็นพิเศษจากการเซฟสวยๆ 2 หน และรับมือกับลูกเปิดได้ดี แต่เขาหนาวมากจนไม่สามารถเตะบอลให้ไกลอย่างที่เขาต้องการได้ และมันก็ทำให้เกมมันสูสีนิดๆ ผมพอใจมากๆ กับความพยายามของลูกทีม และภูมิใจกับความมุ่งมั่นที่พวกเขาแสดงให้เห็น ใบแดงที่เกิดขึ้นมันทำให้นี่เป็นชัยชนะที่พิเศษสุดๆ”

ขอบคุณแหล่งที่มา  www.jimmychooshoeoutlets.com

No Comments

เรือใบสีฟ้า เทียบกันชัดๆ!เปิดสถิติ แมนซิตี้ เหนือกว่าอดีตแชมป์หรือไม่

เรือใบสีฟ้า

เรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้

เรือใบสีฟ้า ชุดนี้เจ๋งกว่าทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตรึเปล่า ล่าสุดมันก็มีการเอาตัวเลขจาก

อ็อปต้า สื่อด้านสถิติที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาเปรียบเทียบกันจนแสดงให้เห็นว่าทีมของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า

เหนือกว่าทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดกวาด 3 แชมป์, อาร์เซน่อล ชุดไร้พ่าย และ เชลซี ชุดที่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก หนแรก

หลายด้าน อย่างเช่นผลต่างลูกได้-เสีย ที่ “เรือใบสีฟ้า” ชุดนี้ทิ้งห่างทั้ง 3 ชุดดังกล่าวบานเบอะ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชุดแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2018-19 ทำผลงานได้ดีกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ชุดทริปเปิ้ลแชมป์เมื่อซีซั่น 1998-99, อาร์เซน่อล ชุดแชมป์ลีกแบบไร้พ่ายเมื่อฤดูกาล 2003-04 และ เชลซี ชุดที่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก

ครั้งแรกภายใต้การทำทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในฤดูกาล 2004-05 ถึงหลายด้านด้วยกัน ตามตัวเลขจาก อ็อปต้า สื่อด้านสถิติชื่อดัง

ในซีซั่นล่าสุดที่เพิ่งปิดฉากลงไปนั้น ทีมของกุนซือ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ได้แชมป์ไปครองโดยที่กวาดไปถึง 98 คะแนน และยังทำประตูได้ถึง 95 ลูก

ซึ่งมันก็ทำให้เกิดการตั้งประเด็นกันว่า แมนฯ ซิตี้ ชุดนี้คือแชมป์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก รึเปล่า

ทั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดซีซั่น 1998-99, อาร์เซน่อล ชุดฤดูกาล 2003-04 และ เชลซี ชุดซีซั่น 2004-05

มักจะเป็นที่พูดถึงอยู่บ่อยๆ หลังจากทั้ง 3 ชุดดังกล่าวต่างก็สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมเอาไว้

ซึ่งเมื่อเอาผลงานของ แมนฯ ซิตี้ ชุดนี้ไปเปรียบเทียบกันแล้วนั้น ก็จะเห็นว่าทีมของ กวาร์ดิโอล่า เหนือกว่าหลายด้าน เริ่มจากจำนวนเกมที่ชนะที่

แมนฯ ซิตี้ ชุดนี้ทำได้ถึง 32 หน ดีกว่าทั้ง 3 ชุดดังกล่าว

ขณะที่จำนวนผลต่างประตูได้-เสียของ แมนฯ ซิตี้ ก็มากถึง 72 ลูก ดีกว่าอีกทั้ง 3 ทีม โดยขนาดอันดับ 2

ในชาร์ตนี้อย่าง เชลซี ชุดฤดูกาล 2004-05 ยังมีผลต่างประตูได้-เสียแค่ 57 ลูกเท่านั้น

นอกจากนี้ ทีมของ กวาร์ดิโอล่า ยังมีค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อนัดดีกว่าอีก 3 ทีมด้วย ที่จำนวน 2.5 ลูกต่อเกม ขณะที่ในด้านแต้มรวม

แมนฯ ซิตี้ ชุดนี้ก็ทำได้ดีกว่าอีก 3 ทีม เช่นเดียวกับเปอร์เซ็นต์ชนะที่ของ แมนฯ ซิตี้ สูงที่สุดเมื่อเทียบระหว่าง 4 ทีม

ด้านที่ แมนฯ ซิตี้ ชุดนี้ แย่กว่าอีก 3 ทีมไปบ้าง มีเพียงแค่จำนวนเกมที่แพ้ที่แย่ที่สุดในหมู่ 4 ทีม และค่าเฉลี่ยการเสียประตูต่อนัดที่แย่กว่า

เชลซี ชุดซีซั่น 2004-05 เท่านั้น โดยฤดูกาลนี้ แมนฯ ซิตี้ เสียไป 0.6 ลูกต่อนัด ส่วนของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในซีซั่นดังกล่าวอยู่ที่เกมละ 0.4 ประตู

ตารางเปรียบเทียบผลงานในลีกระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 1998-99, อาร์เซน่อล ฤดูกาล 2003-04, เชลซี ฤดูกาล 2004-05 และ แมนฯ ซิตี้ ฤดูกาล 2018-19 (ตามตัวเลขจาก อ็อปต้า)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.siamsport.co.th

No Comments

สำคัญกับทีมมาก! ทำไม แมนยู ถึงควรต่อสัญญา เอร์เรร่า

  สำคัญกับทีมมาก เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดเจอกับ เบิร์นลี่ย์ เมื่อวันอังคารที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา

  สำคัญกับทีมมาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชั่วคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจพัก อันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางชาวสแปนิช หลังจากที่เขากรำศึกหนักให้ทีมมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ โซลชา ใส่ชื่อ เอร์เรร่า เป็นตัวสำรอง ส่วนตำแหน่งของเขาเป็น อันเดรียส เปเรยร่า ที่ได้ลงเล่นแทน
  อย่างไรก็ตาม เปเรยร่า ยังเป็นเพียงแข้งดาวรุ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาไม่สามารถทำความเข้าใจกับรูปเกมของทีมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่อให้เจ้าตัวจะซ้อมได้ดีตามที่ โซลชา ให้สัมภาษณ์ แต่เขาก็เทียบไม่ได้กับผลงานที่ เอร์เรร่า เคยทำเอาไว้ในช่วงหลายเกมก่อนหน้านี้
 การที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดท่าทำได้เพียงเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ 2-2 คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ เอร์เรร่า เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ อดีตแข้ง แอธเลติก บิลเบา จะหมดสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว 
และจนถึงตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็ยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้สักที ทั้งที่จริงๆ แล้ว "ปีศาจแดง" ควรจะจับแข้งวัย 29 ปีต่อสัญญาโดยด่วน

  สำคัญกับทีมมาก 
ถ้าการชวด 3 แต้มเมื่อวันอังคารที่ผ่านมายังไม่เป็นหลักฐานดีพอที่จะสื่อว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ควรต่อสัญญากับ เอร์เรร่า แล้วล่ะก็ เราก็ขอนำเสนอคุณสมบัติที่โดดเด่นของ เอร์เรร่า ดังต่อไปนี้ ที่สามารถบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านี่คือนักเตะที่ยอดทีมแห่งถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ควรปล่อยออกไปด้วยประการทั้งปวง
- การเข้าสกัดที่ยอดเยี่ยม
การเข้ามาของ เนมานย่า มาติช เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน ส่งผลกระทบกับโอกาสการลงสนามของ เอร์เรร่า อย่างมาก 
นับตั้งแต่ที่ดาวเตะเลือดเซิร์บย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือ "ปีศาจแดง" ก็มักจะมองข้าม เอร์เรร่า อยู่บ่อยๆ จนทำให้ฤดูกาลที่แล้วเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกไปแค่ 13 นัด

  สำคัญกับทีมมาก 
 ถือได้ว่านั่นเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ มูรินโญ่ เพราะที่จริงแล้ว เอร์เรร่า สามารถลงเล่นร่วมกับ มาติช และทำผลงานที่ยอดเยี่ยมให้ทีมได้ โซลชา เองก็รู้ถึงเรื่องนั้นเป็นอย่างดี จนถึงขั้นส่ง เอร์เรร่า ลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกถึง 5 นัดก่อนหน้านี้

  สำคัญกับทีมมาก 
  ถึงแม้ว่า มาติช จะขึ้นชื่อว่าเป็น "กองกลางตัวรับ" แต่ที่จริงแล้ว เอร์เรร่า ก็เข้าสกัดได้ดีกว่า มาติช ด้วยซ้ำ เพราะฤดูกาลนี้เขาลงเล่นในลีกไปแล้ว 15 นัด และมีค่าเฉลี่ยการเข้าสกัดสำเร็จถึง 2.5 ครั้งต่อเกม จากการพยายามเข้าสกัดทั้งหมด 3.9 หนต่อนัด ขณะที่ มาติช เข้าสกัดสำเร็จไปเพียง 1.8 หนต่อเกม จากการพยายามเข้าสกัดทั้งหมด 2.7 ครั้งต่อนัด
   การเข้าสกัดที่แม่นยำของ เอร์เรร่า ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถตัดเกมได้ในจุดที่ดี จนส่งผลให้เกมบุกเล่นได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย
- ตัดบอลได้ดี
 เป็นอีกครั้งที่ เอร์เรร่า ทำผลงานได้ดีกว่า มาติช เขามีค่าเฉลี่ยการตัดบอลอยู่ที่ 2.1 ครั้งต่อเกม ขณะที่ดาวเตะเลือดเซิร์บตัดบอลสำเร็จไป 1.2 หนต่อนัด โดยที่จริง เอร์เรร่า ลงเล่นน้อยกว่า มาติช ด้วยซ้ำ แต่ยังทำผลงานได้ดีกว่าอีกฝ่ายซะอีก

  สำคัญกับทีมมาก 
    ทั้งนี้ "การตัดบอล" มันไม่ได้นับแค่การพุ่งเข้าสกัดอย่างเดียว แต่รวมถึงการดักทางแย่งบอลที่คู่แข่งพยายามจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมได้ด้วย ซึ่งในวงการฟุตบอลนั้น มันเป็นเรื่องยากพอตัวที่จะหาคนตัดบอลเก่งๆ แบบนี้ได้
    - ครองบอลได้เหนียวแน่น
 การเป็นกองกลางที่ดีมันก็ต้องไม่เสียบอลง่ายๆ ด้วย เพราะถ้าคุณทำให้ทีมเสียบอลตั้งแต่กลางสนามแล้วล่ะก็ คู่แข่งก็มีโอกาสสูงที่จะทำประตูได้ เพราะพวกเขาจะได้บุกในตำแหน่งที่ดีสุดๆ

 ในขณะที่ ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช ต่างก็ครองบอลได้ไม่เหนียวแน่นอนเท่าไหร่ จากการที่พวกเขาเสียบอลไปเฉลี่ยแล้ว 2.7 ครั้งต่อเกม และ 1.5 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ 
No Comments